มีเงิน 1 ล้านบาท โปะบ้าน หรือ ลงทุน ดี

มีเงินก้อน 1 ล้านบาทจะโป๊ะบ้านหรือลงทุนต่อดี หลายคนนะครับพอเริ่มต้นทำงานมาสักระยะหนึ่งแล้วนะครับก็เริ่มต้นที่จะมีเงินเก็บ แต่เชื่อมั้ยครับว่าพอใช้ชีวิตไปซักระยะหนึ่งแล้วเนี่ยก็จะมีจังหวะหนึ่งที่เราอยากจะต้องใช้เงินก้อนขึ้นมานะครับ ก็คือเรื่องของการซื้อบ้านนั้นเองครับ หลายคนก็เลยมีคำถามนะครับว่าอุตส่าห์เก็บเงินมาตั้งนานลงทุนมาสักระยะเวลานึงแล้วเนี่ยไม่อยากจะใช้เงินก้อนไปกับการซื้อบ้านหมดเลย แต่ก็กลัวว่าถ้าไปกู้บ้านเต็มจำนวนเนี่ยภาระในการผ่อนต่อเดือนก็สูง แถมจะต้องเสียดอกเบี้ยธนาคารก็สูงเช่นกัน วันนี้ผมจะมีวิธีคิดง่ายๆครับว่าเราควรจะนำเงินก้อนของเราเนี่ยมาส่งบ้านหมดเลยไหมหรือว่าจะไปลงทุนต่อดีนั่นเองครับ

สิ่งแรกเลยครับที่เราจะต้องคิดก็ถือว่าภาระในการผ่อนชำระต่อเดือนเนี่ยเราไหวอยู่แค่ไหนนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาดูว่ารายได้ต่อเดือนหรือว่ารายได้ของครอบครัวเราแล้วเนี่ยมีอยู่ที่เท่าไหร่ สมมุติว่าเรามีรายได้สุทธิของครอบครัวนะครับอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาทแน่นอนนะครับว่าเราสามารถผ่อนชำระต่อเดือนได้อยู่ที่ประมาณ 20,000-25,000 บาท เพื่อที่จะสามารถผ่อนได้แบบสบายๆ เพราะฉนั้นนะครับหลังจากที่เราได้เงินจำนวนนี้มาแล้วนะครับก็กลับมาคิดเพราะว่าที่จริงแล้วเรามีความสามารถในการกู้ซื้อบ้านอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ ถ้าคิดจากจำนวนรายได้ของเรานะครับที่ 50,000 บาทแล้วมีความสามารถในการผ่อนชำระที่ 20,000 25,000 บาท สิ่งที่เราจะซื้อบ้านได้นะครับก็อยู่ที่ราคาประมาณ 3 ล้านถึง 3.5 ล้านบาทที่เราจะสามารถผ่อนชำระต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 20,000-25,000 บาท หลังจากที่เราได้ตัวเลขในการกู้บ้านมาเรียบร้อยแล้วนะครับสิ่งที่เราจะต้องกลับมาคิดก็คือว่าสุดท้ายแล้วจากเงินก้อน 1 ล้านบาทที่เรามีเนี่ยเราจะนำมาโป๊ะบ้านหมดเลยไหมหรือว่าจะนำไปลงทุนต่อดี สิ่งที่เราจะต้องตอบคำถามให้ได้ก็คือว่าบ้านที่เรากำลังมองหาอยู่เนี่ยตอนนี้มันมีราคาที่เท่าไหร่ สมมุติว่าโชคดีเรามองหาบ้านในทำเลที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่ดีขนาดบ้านเหมาะสมอย่างที่เราต้องการแล้วราคามันอยู่ที่ประมาณ 3-3.5 ล้านบาทพอดีแน่นอนคำตอบง่ายก็ถือว่าคุณก็สามารถเอาเงินก้อนของคุณเนี่ยลงทุนต่อได้ แล้วที่เหลือนั้นคุณก็สามารถกู้ซื้อบ้านได้แล้วราคาที่ 3-3.5 ล้านบาท แต่ในทางกลับกันนะครับสมมุติว่าคุณกำลังมองหาบ้านในทำเลที่อาจจะดีขึ้นหรือบ้านที่มีขนาดหลังใหญ่ขึ้นราคามันอยู่สูงกว่า 3.5 ล้านอาจจะอยู่ที่ 4 ล้านหรือมากกว่านั้นนะครับแน่นอนว่าคุณจะต้องนำเงินเก็บก้อน 1 ล้านบาทของคุณแบ่งครึ่งนึงนะครับ 500,000 บาทเพื่อมาโป๊ะบ้านทำให้คุณสามารถกู้บ้านได้อยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านบาท แต่ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าคุณก็จะมีเงินเหลือนะครับประมาณ 5 แสนเพื่อไปลงทุน แต่ในทางกลับกันถ้าบ้านเกิดราคาสูงมากกว่านั้นคุณอาจจะต้องนำเงินก้อนทั้งหมดมาโป๊ะหรือมาดาวด์บ้านนั้นเองนะครับเพื่อที่คุณจะสามารถกู้บ้านในราคาที่คุณไหว แต่แน่นอนนะครับว่ายังมีอีกหลายปัจจัยนะครับให้เราคิดพิจารณานะครับว่าเราจะนำเงินก็เนี่ยมาโป๊ะบ้านดีไหมหรือว่าลงทุนต่อนั่นเองนะครับ สิ่งที่เราจะต้องกลับมาถามตัวเองนะครับว่าที่จริงแล้วถ้าสมมุติเราเอาเงินก้อนทั้งหมดเนี่ยไปโป๊ะบ้านนะครับหรือว่าไปดาวน์บ้านหลังใหญ่มากขึ้นเนี่ยแล้วเรายังมีเงินสำรองฉุกเฉินเนี่ยเหลือเก็บไว้บางส่วนหรือเปล่านะครับ เงินสำรองฉุกเฉินขออธิบายสั้นๆนะครับก็คือเงินที่เราอาจจะเกิดเรื่องที่เราไม่คาดคิดเอาเองนะครับ ไม่ว่าเป็นการตกงานหรือว่าการเจ็บป่วยนะครับแล้วเราขาดรายได้ แต่เรายังมีเงินเก็บส่วนเนี่ยนะครับเพียงพอต่อการใช้จ่ายต่อเดือนก็จะเป็น 3 เดือนถึง 6 เดือน ถ้าสมมุติว่าเงินตรงนี้เพียงพอแล้วก็สามารถนำเงินก้อนนี้ไปโป๊ะบ้านได้เช่นกัน แต่ถ้ายังไม่เพียงพอที่จะแนะนำก็คือว่าอย่างเพิ่งนำไปโป๊ะบ้านเลยครับนำเงินส่วนนี้มากันไว้สำรองฉุกเฉินในชุดของเราก่อนน่าจะดีกว่า เพราะว่าถ้าสมมุติเรากู้บ้านซื้อบ้านหลังใหญ่ที่เกินตัวเนี่ยในอนาคตเราอาจจะมีปัญหานั้นเองครับ หรือคำแนะนำของคนโบราณเขาบอกว่านกน้อยทำรังแต่พอตัวนั่นเอง ซื้อบ้านในขณะที่เหมาะสมเราก็ยังมีบ้านที่น่าอยู่เราก็สามารถมีเงินสำรองฉุกเฉินเก็บไว้

อีกปัจจัยนึงที่เราจะต้องคำนึงนั่นก็คือ ในเรื่องของเป้าหมายชีวิตครับเพราะแน่นอนว่าเป้าหมายสำคัญในชีวิตที่นอกเหนือจากการซื้อบ้านเนี่ยมันก็คือเป้าหมายในการเกษียณอายุนั้นเองครับ เพราะว่าสมมตินะครับถ้าคุณเอาเงินก้อนทั้งหมด 1 ล้านบาทไปดาวน์บ้านหรือไปโป๊ะบ้านหมดเลยเนี่ยแล้วสุดท้ายในตอนอายุที่คุณ 60 ปีขึ้นไปแล้วเนี่ยคุณในวัยเกษียณเนี่ย มันไม่ถึงเป้าหมายทางการเงินที่คุณตั้งใจเอาไว้ กลับกลายเป็นว่าตอนนั้นนะครับคุณอาจจะมีบ้านที่น่าอยู่แต่คุณอาจไม่มีเงินใช้จ่ายตัวในวันที่คุณเกษียณ เพราะฉะนั้นทั้ง 2 เป้าหมายนี้เป็นเป้าหมายที่สำคัญในชีวิตนะครับ คุณก็ต้องตัดสินใจแล้วก็ Balance หรือทำให้สมดุลที่ดีที่สุดนะครับว่าจริงแล้วในการที่เราดาวน์บ้านในราคาสูงที่เหมาะสมแล้วเนี่ยเราก็ควรจะมีเงินเหลือไว้สร้างเป้าหมายในการเกษียณอายุเช่นกัน สรุปง่ายๆว่าจะโปะบ้านหรือไม่โปะบ้านดีนะครับสิ่งที่คุณจะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลักๆก็คือมีอยู่ 3 ปัจจัยนะครับก็คือในเรื่องความสามารถในการผ่อนชำระต่อเดือนนะครับ อันที่ 2 ครับก็คือในเรื่องของเงินสำรองฉุกเฉินว่าคุณมีความเตรียมพร้อมไว้อย่างน้อย 3 ถึง 6 เดือนนะครับ อย่างที่ 3 ครับก็คือในเรื่องของเป้าหมายในการเกษียณอายุว่าถ้าคุณเอาเงินเก็บทั้งหมดเนี่ยออกมาใช้ในการดาวน์บ้านหรือซื้อบ้านอย่างเดียวเนี่ยคุณจะมีเงินเหลือไว้สร้างเป้าหมายในการวางแผนเกษียณอายุได้หรือเปล่าแต่ช้าก่อนนะครับว่ายังมีอีกหลายคนเลยครับมีคำถามว่าอ้าวเพิ่งมาดูคลิปนี้เลยแต่ว่าซื้อบ้านไปแล้วเนี่ยจะทำอย่างไรดี สมัครบัตรเครดิตกสิกรออนไลน์ แต่เผอิญก็มีโบนัสหรือว่ามีเงินก้อนแต่ก็คิดไม่ได้ว่าจะนำไปโปะบ้านดีไหมหรือว่าจะนำเงินไปลงทุนต่อดีนะครับ หลักคิดก็จะมีความคล้ายคลึงกันนะครับ สิ่งแรกที่เราต้องถามคำถามกับตัวเองก็คือว่าณปัจจุบันเนี่ยเรามีความสามารถในการผ่อนบ้านไหวหรือเปล่านะ ถ้าสมมุติว่าวันนี้ผ่อนบ้านอยู่ที่เดือนละ 20,000 บาทแล้วคุณก็ถือว่าก็ยังผ่อนไหวไปเรื่อยๆนะครับ เงินเดือนก็มีการปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั่นแสดงว่าเงินที่คุณได้มาหรือเงินก้อนที่คุณมีเนี่ยอาจจะไม่ได้จำเป็นหรือไม่ต้องการนำมาโปะบ้านนะครับ เพียงเพื่อแค่ลดดอกเบี้ยคุณก็อาจจะนำเงินไปลงทุนต่อยอดได้นะครับ

แต่ในทางกลับกันแล้วคุณรู้สึกว่าผ่อนต่อเดือนเนี่ย 20,000 ปีหน้ามันจะเพิ่มเป็น 30,000 บาท เงินเดือนก็ไม่เพิ่มขึ้นผ่อนต่อเดือนมันเริ่มตึงๆแล้ว ไม่ไหวแน่เลยจะทำอย่างไรดีนะฮะสิ่งที่ผมแนะนำก็คือว่าเก็บเงินก้อนเอาไว้เลยนะไม่ต้องคิดถึงมัน แต่สิ่งที่คุณจะต้องไปทำนะครับก็คือการรีไฟแนนซ์นั่นเองครับ ก็คือการปรับโครงสร้างหนี้หรือว่าการที่ทำให้เรามีการผ่อนชำระต่อเดือนเนี่ยมันน้อยลง อันที่2ครับ ถ้าสมมุติคุณก้าวข้ามผ่านการที่ว่าผ่อนชำระต่อเดือนไว้เรียบร้อยแล้วเงินก็มีเหลือแต่ก็ไม่รู้ว่าจะนำเงินเหลือไปลงทุนดีไหมหรือว่าจะนำมาโปะบ้านดี สิ่งที่ต้องคิดอีกข้อหนึ่งก็คือว่าความรู้ ความสามารถของทุกท่านมีเพียงพอไหมที่จะสามารถทำให้เงินที่คุณจะนำไปลงทุนต่อยอดมันมีดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนเนี่ยให้ได้มากกว่า 3 ถึง 4 เปอร์เซ็นต์จากการที่เราผ่อนชำระกับตัวธนาคารอยู่นั่นเองครับ ซึ่งในความหมายของผมคือดอกเบี้ย 3-4% ส่วนใหญ่แล้วมันอยู่ในช่วงต้นของการผ่อนแบงค์นั่นเองนะครับ อยู่ในช่วงของ 3 ปีแรกซึ่งดอกเบี้ยก็จะต่ำเป็นช่วงที่เราจะต้องหาผลตอบแทนให้ได้มากกว่าแค่ประมาณ 3-4% ซึ่งก็สามารถพอทำได้นะครับถ้าคุณมีความรู้และความสามารถที่เพียงพอ แต่ในทางกลับกันนะครับถ้าระยะเวลาผ่านพ้นช่วงที่มันเป็นเหมือน Honeymoon Period หรือช่วงที่มันผ่อนต่อเดือนต่ำอยู่ที่ประมาณ 3-4% เนี่ยแบงค์เขาจะมีการดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นนะครับบางที่อยู่ที่ประมาณ 6-7% เพราะฉะนั้นตอนนี้นะฮะคำถามก็คือว่าเราจะไปหาการลงทุนแบบไหนล่ะให้ได้ผลตอบแทนให้ได้มากกว่า 7% ก็คือต้องอยู่ที่ประมาณ 8% ต่อปีทุกๆปีด้วยนะซึ่งบอกเลยว่ามันเป็นการลงทุนที่อาจจะค่อนข้างยากและก็มีความท้าทายประมาณนึงเพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณจะต้องทำนะครับ ก็คือไม่ใช่เป็นเรื่องของการลงทุนละ คุณจะต้องกลับมาดูว่านะตอนนี้คุณสามารถทำการรีไฟแนนซ์ได้หรือเปล่า ถ้าสามารถทำได้จงทำนะครับเพื่อให้ดอกเบี้ยการกู้แบงค์ได้กลับไปอยู่ที่ประมาณ 3-4% เพราะฉะนั้นการที่นำเงินก้อนไปลงทุนเนี่ยมันก็สามารถมีทางเลือกได้ง่ายมากขึ้นและมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเดิม สรุปทั้งหมดทั้งมวลหลายคนถามว่าจริงแล้วจะนำเงินไปโปะบ้านดีหรือว่าไปลงทุนต่อดีนะครับก็เลยต้องกลับมาดูที่ 1 นะครับก็คือความสามารถในการผ่อนชำระต่อเดือน 2ก็คือเงินสำรองฉุกเฉินในชีวิตว่าคุณมีเตรียมพร้อมไว้แล้วหรือยัง ข้อ 3 ก็คือในเรื่องของเป้าหมายเกษียณนะครับว่าคุณมีการเตรียมตัวหรือเปล่านะครับเพราะว่า เป้าหมายสำคัญในชีวิตนะครับไม่ใช่แค่มีบ้านหลังโตหลังใหญ่เท่านั้นนะครับยังมีอีกหลายเท่าหมายของชีวิตนะครับให้คุณต้องทำมันให้สำเร็จเช่นกัน